วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทความที่ 5 ดื่มได้..ลดความอ้วนได้ ด้วย “น้ำมะขาม”

ลดความอ้วนอย่างปลอดภัยได้ผลดีด้วย “น้ำมะขาม”




เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะที่ร่างกายมีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เกินเลข 24 ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติที่เรียกว่า โรคอ้วน เนื่องจากเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคร้ายแรงหลายชนิด ซึ่งบางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีอัตราการตายอันดับสูง เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น
_____การที่โรคอ้วนกลายเป็นโรคไม่ติดต่อที่แพร่หลายในทุกเพศทุกวัยไปทั่วโลกก็เนื่องจากปัญหาพฤติกรรมบริโภคอาหารที่มี แป้ง น้ำตาล และไขมันล้นเกิน อันเกิดจากวัฒนธรรมบริโภคฟาสต์ฟู้ดของโลกยุคใหม่นั่นเอง
_____การควบคุมน้ำหนักร่างกายเพื่อป้องกันโรคอ้วนมีหลากหลายวิธี เช่น การควบคุมอาหารทีมีแคลอรี่สูงอย่าง แป้งน้ำตาล ไขมัน การฝึกนิสัยการบริโภคอาหารที่มีกากใยสูง หรือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เป็นต้น หากทำได้ตามข้างต้น และเพิ่มเติมวิธีเสริม ที่ขอแนะนำในที่นี้จะเป็นมาตรการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดีวิธีทำได้ง่ายสบายมากนั่นคือ การดื่มน้ำมะขาม
_____อากาศกำลังเข้าฤดูร้อน (มากๆ) ผู้ที่น้ำหนักปกติก็สามารถดื่มน้ำมะขามเย็นๆสักแก้วได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปลดน้ำหนักตัว มะขามเป็นเครื่องดื่มรสเปรี้ยวเมื่อดื่มแล้วสดชื่นและให้สังเกตดูหลังดื่มน้ำมะขามแล้วสรรพคุณอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นลง

 

 


หากต้องการได้สรรพคุณช่วยควบคุมน้ำหนักตัว อ้างอิงผลจากการทดลองในสัตว์และในคนว่าเมื่อได้กินเกลือแอมโมเนียของโพลีแซคคาไรด์จากเนื้อมะขาม (natural polysaccharides ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติหลายโมเลกุลของเนื้อมะขาม) ขนาด 0.5กรัม/น้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม เป็นเวลา 30วัน สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลตัวเลวในเลือด (Low Density Lipoprotein – LDL) ลงต่ำกว่าระดับการรักษาเสียอีก ที่สำคัญคือยังพบว่า สารไซโลกลูแคน (Xyloglucan) ในเนื้อมะขามสามารถยับยั้งการสร้างไขมันในร่างกาย รวมทั้งยับยั้งการสร้างไขมันที่พอกตับและไขมันในเลือด
_____ยิ่งกว่านั้น จากการทดลองกับหนูขาว ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน พบว่าสารมัลซิเลค (Mulcilage) และสารเปคติน( Pectin) ในเนื้อมะขาม สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูขาวได้ถึง 60.48% นอกจากนี้ กรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ในน้ำต้มเนื้อมะขามขนาดเพียง 1กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะอย่างแรง จึงใช้แทนยาขับปัสสาวะ (Diuretic) เพื่อลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ และยังช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะอย่างได้ผลดียิ่ง รวมทั้งน้ำจากเนื้อมะขามเข้มข้นสามารถทำลายพยาธิใบไม้ในเลือดแบบหมดจดอีกด้วย
_____วิธีดื่มน้ำมะขามให้ได้ผลง่ายสะดวกอย่างที่บอกไว้แต่ต้นก็คือ ใช้เนื้อมะขามล้วนๆ (ที่แกะเม็ด รวมทั้งรังและกากออกหมดแล้ว) ตามน้ำหนักตัวคือ 0.5กรัมต่อน้ำหนักตัว 1กิโลกรัม เช่น คนหนัก 50กิโลกรัมใช้เนื้อมะขาม 25กรัมละลายในน้ำสุกอุ่นๆ 1แก้ว (250ซีซี) ไม่ต้องเติมเกลือและน้ำตาลดื่มวันละครั้งหลังอาหารเย็นก็ได้ ช่วยเป็นยาระบายในตอนเช้าอีกต่างหาก
_____เนื่องจากมีการทดสอบความเป็นพิษของเนื้อมะขามสุกในสัตว์ทดลองหลายชนิด พบว่าสัตว์ทดลองมีน้ำหนักลดลงมาก และเซลล์ไขมันในตับก็ลดลงมากด้วย แต่ไม่พบความเป็นพิษ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักให้เห็นผลเร็ว อาจจะรับประทานเนื้อมะขามมากกว่าขนาดที่ระบุไว้ก็ได้ แต่มีข้อแนะนำไว้ 3 ข้อ คือ
_____ บางคนอ่อนไหวกับมะขามกินมากไปเล็กน้อยอาจท้องเสียได้
_____ ไม่ควรรับประทานเกิน 2กรัมต่อน้ำหนักตัว 1กิโลกรัมทั้งนี้ ต้องแบ่งรับประทานวันละ 3เวลาหลังอาหารและก่อนนอน
_____ ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องเกิน 30 วัน เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำมากเกินไป และขอย้ำว่าคนที่ธาตุเบาถ่ายง่ายควรลดเนื้อมะขามลงตามความเหมาะสมด้วย
_____นอกจากใช้เนื้อมะขามเป็นน้ำสมุนไพรลดน้ำหนักแล้ว อย่าลืมใช้ก้อนมะขามเปียกขัดผิวด้วย เพราะสารไซโลกลูแคน(Xyloglucan) และน้ำตาลโพลีแซคคาไรค์ (Polysaccharide)ในเนื้อมะขามจะช่วยยับยั้งการสร้างเมลานินที่ผิวหนัง ทำให้ผิวของคุณขาวขึ้นโดยไม่ต้องใช้สารเคมี น้ำมะขามจึงเป็นสมุนไพรใกล้ตัวที่มีคุณค่ามาก เป็นสมุนไพรที่คนยากดีมีจนเข้าถึง และเป็นวิธีเสริมมาตรการลดน้ำหนักที่สามารถปฏิบัติง่ายๆ ได้ผลดี ที่ต้องใช้ร่วมกับมาตรการหลักอื่นๆด้วย ดังนั้นไปตลาดแวะซื้อมะขามเปียกมาสักปั้นคั้นน้ำดื่มเลย


 
อ้างอิง http://www.tlcthai.com/women/18796/%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2/
 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น